top of page

หนี้เสีย NPL คืออะไร? คู่มือเอาตัวรอดสำหรับคนทำงานยุคใหม่

หนี้เสีย NPL คืออะไร?
หนี้เสีย NPL คืออะไร?

Highlight

  • NPL (Non-Performing Loan): คือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประวัติทางการเงินทันที

  • เครดิตบูโร: ข้อมูลหนี้เสียจะถูกบันทึกไว้นาน 3 ปีหลังจากปิดบัญชี ทำให้การขอสินเชื่อในอนาคตทำได้ยาก

  • ปัญหาหนี้เสียนี้มีทางออก: การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ หรือใช้บริการ "คลินิกแก้หนี้" คือทางเลือกที่ดีกว่าการหนี้หาย

  • ป้องกันตัวจากหนี้เสีย: ยอดผ่อนหนี้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน


สินเชื่อยุคนี้เข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่ถ้าขาดการวางแผนขึ้นมา "หนี้" ที่เคยเป็นตัวช่วยอาจพลิกกลายเป็น NPL หรือ "หนี้เสีย" ที่จะตามหลอกหลอนไปหลายปี โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการยืนยันชัดเจนว่า หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของคนทำงานสมัยนี้ และด้วยบทความนี้ noburo จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของหนี้เสีย พร้อมทางออกที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อพาคุณกลับสู่ "Wealth-being" อีกครั้ง

หนี้เสีย NPL คืออะไร?

NPL (Non-Performing Loan) คือ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยติดต่อกัน เกิน 90 วัน (3 เดือน)

โดยสถาบันการเงินจะแบ่งประเภทลูกหนี้ตามระยะเวลาค้างชำระดังนี้:

  • 0-30 วัน (Pass): หนี้ปกติ

  • 31-90 วัน (Special Mention): หนี้เริ่มมีปัญหา (SM)

  • 91-180 วัน (Substandard): เริ่มนับเป็นหนี้เสีย หรือ NPL

  • 181-360 วัน (Doubtful): หนี้สงสัยจะสูญ

  • เกิน 360 วัน (Loss): หนี้สูญ


สาเหตุของการเป็นหนี้เสีย

ส่วนใหญ่มักเกิดจาก "จุดเปราะบางทางการเงิน" ที่ขาดการเตรียมพร้อม:

  1. ความผันผวนของรายได้: ถูกลดเงินเดือนหรือเลิกจ้างกะทันหัน

  2. วิกฤตสุขภาพ: ค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ที่ไม่มีประกันรองรับ

  3. Debt-to-Income Ratio สูงเกินไป: มีภาระผ่อนเกิน 50-60% ของรายได้

  4. ขาดเงินสำรอง (Emergency Fund): เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจึงต้องดึงเงินจ่ายหนี้ไปใช้ส่วนอื่นก่อน


ประเภทของหนี้เสียที่พบบ่อย

ประเภทของหนี้เสียที่พบบ่อย
ประเภทของหนี้เสียที่พบบ่อย
  1. บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล: ดอกเบี้ยสูง (15-25%) และพฤติกรรมการจ่ายขั้นต่ำ ทำให้เงินต้นไม่ลด

  2. สินเชื่อรถยนต์: เสี่ยงถูกยึดรถและต้องชดใช้ "ส่วนต่าง" หลังขายทอดตลาด

  3. สินเชื่อบ้าน: กระทบต่อที่อยู่อาศัยโดยตรง และใช้เวลาฟ้องร้องนาน

  4. หนี้นอกระบบ: ดอกเบี้ยมหาโหดที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครอง


หนี้เสีย vs หนี้ดี ต่างกันอย่างไร?

  • หนี้ดี (Good Debt): หนี้ที่สร้างรายได้หรือเพิ่มมูลค่าในอนาคต เช่น กู้เพื่อการศึกษา หรือกู้ซื้อบ้าน

  • หนี้เสีย (Bad Debt/NPL): หนี้ที่เกิดจากการบริโภคเกินตัว หรือหนี้ที่ขาดวินัยในการชำระจนค้างสะสม


ผลกระทบของหนี้เสีย NPL

ผลกระทบของหนี้เสีย NPL
ผลกระทบของหนี้เสีย NPL

เมื่อหนี้ของคุณถูกจัดเป็นหนี้เสีย หรือ NPL สถาบันการเงินจะรายงานข้อมูลนี้ไปยัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) หรือที่เรียกกันว่า "เครดิตบูโร" ทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ดังนี้:

  1. ประวัติติด NCB ทันที - สถาบันการเงินจะรายงานสถานะ "ค้างชำระเกิน 90 วัน" ไปยังเครดิตบูโร ทำให้ Credit Score ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

  2. โอกาสกู้เงินแทบเป็นศูนย์ - ด้วยประวัติที่เสียไป สินเชื่อบ้าน รถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล จะถูกปฏิเสธจากแทบทุกสถาบันการเงิน

  3. ต้นทุนทางการเงินพุ่งสูง - หากยังพอกู้ได้จากบางแห่ง ก็ต้องแลกมาด้วยดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติมาก

  4. ถูกทวงหนี้ต่อเนื่อง - โทรศัพท์ทวงถามจะเข้ามาทั้งที่ทำงานและติดต่อคนรอบข้าง กระทบทั้งสมาธิและความสัมพันธ์

  5. ประวัติติดค้างนาน 3 ปี - แม้ปิดหนี้แล้ว ข้อมูลจะยังคงอยู่ในระบบ NCB อีก 3 ปี ส่งผลต่อการกู้เงินในอนาคตต่อไป


วิธีแก้ไขหนี้เสียและป้องกันในอนาคต

ยิ่งลงมือเร็ว ยิ่งมีทางออกมากกว่าที่คิด เพราะสถาบันการเงินเองก็อยากได้เงินคืนมากกว่าจะฟ้องร้อง นี่คือตัวอย่างของ 3 ทางออกที่ควรเริ่มทันที:

  • เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ - อย่าหนีปัญหา ติดต่อเจ้าหนี้ทันทีเพื่อขอลดดอกเบี้ย ยืดระยะเวลาผ่อน หรือพักชำระเงินต้นชั่วคราว

  • รวมหนี้ให้เหลือก้อนเดียว - นำหนี้ดอกเบี้ยสูงหลายก้อนมารวมไว้ที่เดียว ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและจัดการง่ายขึ้น

  • คลินิกแก้หนี้ - ใช้คนกลางช่วยไกล่เกลี่ย เช่น สำหรับหนี้จากสินเชื่อไม่มีหลักประกัน หรือ Unsecured Loan สามารถขอความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ SAM เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้หลายรายพร้อมกัน

ปิดหนี้ได้แล้ว ก็ต้องไม่กลับไปจุดเดิม การสร้างระบบการเงินที่แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้คุณไม่ต้องเผชิญวิกฤตเดิมอีกครั้งด้วยหลักการง่าย ๆ 3 ข้อนี้:

  • กฎ 40% - ควรตั้งเพดานหนี้เอาไว้ โดยยอดผ่อนหนี้ทุกอย่างรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ เพราะถ้าเกินกว่านี้ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นทันที

  • ออมเงินสำรองฉุกเฉิน - ออมเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรับมือเหตุไม่คาดฝันโดยไม่ต้องก่อหนี้ใหม่

  • ติดตามสถานะการเงินตัวเอง - ติดตามรายรับรายจ่ายและภาระหนี้อย่างสม่ำเสมอผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชัน โนบูโร (noburo) เพื่อจับสัญญาณปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้


กู้อย่างไรให้ผ่าน ถ้าเคยมีประวัติหนี้เสีย NPL?

ประวัติเสียไม่ได้แปลว่าหมดสิทธิ์กู้ตลอดชีวิต แต่ต้องยอมรับว่าธนาคารจะมองคุณด้วยความระมัดระวังมากขึ้น การพิสูจน์ตัวเองใหม่จึงต้องอาศัยทั้ง "เวลา" และ "หลักฐาน" ที่จับต้องได้ ว่าคุณไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นี่คือ 4 ขั้นตอนสร้างเครดิตใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม:

  1. ปิดบัญชีให้สนิท - เก็บ "ใบรับรองการปิดบัญชี" ไว้เป็นหลักฐานเสมอ

  2. สร้างประวัติใหม่ - เริ่มจากการใช้บัตรเครดิตแบบวางเงินค้ำประกัน หรือสินเชื่อขนาดเล็ก และจ่ายตรงเวลาเป๊ะทุกงวด

  3. รอเวลา (Waiting Period) - สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะพิจารณาสินเชื่อใหม่หลังจากปิดหนี้เสียไปแล้วอย่างน้อย 12-24 เดือน เพื่อดูความสม่ำเสมอของพฤติกรรมใหม่

  4. แสดงหลักฐานรายได้ - เตรียม Statement และสลิปเงินเดือนให้มั่นคงที่สุดเพื่อยืนยันความสามารถในการชำระหนี้


สรุป

หนี้เสียไม่ใช่จุดจบของชีวิตทางการเงิน แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เรากลับมาจัดระเบียบวินัยใหม่ การแก้ไขหนี้ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงและการสื่อสารกับเจ้าหนี้อย่างตรงไปตรงมา โดย noburo พร้อมเป็นเพื่อนที่เชื่อใจได้ที่จะช่วยคุณวางแผนการเงิน เพื่อเปลี่ยนหนี้ให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้เสีย NPL

  • หนี้เสียติดเครดิตบูโรกี่ปี?

    • สถานะจะคงอยู่จนกว่าจะปิดบัญชี และหลังจากปิดบัญชีแล้ว ข้อมูลจะยังแสดงในรายงานต่อไปอีก 36 เดือน (3 ปี)

  • เคลียร์หนี้เสียแล้ว กู้ได้เลยไหม?

    • ในทางปฏิบัติ "ยังไม่ได้ทันที" ธนาคารต้องใช้เวลาดูพฤติกรรมการชำระเงินใหม่ของคุณอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อมั่นใจว่าคุณจะไม่กลับไปเป็น NPL อีก

  • คลินิกแก้หนี้คืออะไร?

    • คือโครงการที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีหนี้เสียประเภท "บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล" ของหลายธนาคาร ให้มารวมหนี้เป็นก้อนเดียวและผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยต่ำ (3-5%) ในระยะเวลานานขึ้น

ความคิดเห็น


bottom of page