top of page

OKR คืออะไร? ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องเปลี่ยนวิธีตั้งเป้าหมาย

Highlight

  • องค์กรยุคใหม่ต้องการ “ความเร็ว + ความชัดเจน” มากกว่าการวัดผลย้อนหลัง

  • OKR (Objectives and Key Results) คือกรอบการตั้งเป้าหมายที่เชื่อม “ทิศทางองค์กร” กับ “การลงมือทำ” แบบวัดผลได้

  • KPI เหมาะกับการวัดประสิทธิภาพงานประจำ ส่วน OKR เหมาะกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

  • การใช้ OKR ที่ได้ผล ต้องโปร่งใส ท้าทาย และไม่ผูกกับโบนัส 100%

  • OKR สามารถใช้วัด Employee Wellbeing ได้จริง รวมถึงด้าน Financial Wellness

OKR คืออะไร?
OKR คืออะไร?

ทำไมการตั้งเป้าหมายแบบเดิมไม่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่

หลายองค์กรตั้งเป้าปีละครั้ง แล้วค่อยกลับมาดูตอนปลายปีว่า “ได้หรือไม่ได้”ปัญหาคือ โลกธุรกิจปี 2026 ไม่ได้หมุนปีละครั้ง แต่มันหมุนทุกไตรมาส ทุกเดือน บางทีทุกสัปดาห์


รายงาน Future of Jobs ของ World Economic Forum (2023) ระบุว่า ทักษะและบทบาทงานกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้องค์กรต้องมีระบบเป้าหมายที่ปรับตัวได้เร็วกว่าเดิม


ในขณะเดียวกัน งานวิจัยด้าน Performance Management หลังปี 2020 พบว่า พนักงานมี engagement สูงขึ้น เมื่อเป้าหมายมีความชัดเจน โปร่งใส และเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ขององค์กร

เป้าหมายแบบเดิมมักวัด “ผลลัพธ์ปลายทาง”  แต่ไม่ช่วยขับเคลื่อน “พฤติกรรมระหว่างทาง”และนี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรหันมาใช้ OKR

OKR คืออะไร? เข้าใจ Objectives and Key Results แบบเห็นภาพ

OKR = Objectives and Key Results Objective คือ “สิ่งที่เราอยากไปให้ถึง” ต้องชัด เจาะจง และสร้างแรงบันดาลใจ Key Results คือ “ตัวชี้วัดที่บอกว่าเราไปถึงหรือยัง”ต้องวัดได้ เป็นตัวเลข

และมีกรอบเวลา


ตัวอย่างง่าย ๆObjective: 

  • ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดีที่สุดในอุตสาหกรรม 


Key Results:

  • เพิ่มคะแนนความพึงพอใจ (CSAT) จาก 80% → 92%

  • ลดเวลาแก้ปัญหาเฉลี่ยจาก 48 ชม. → 24 ชม.

  • เพิ่มอัตราลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ 20%


หลักคิดสำคัญของ OKR คือ “ตั้งเป้าท้าทาย แต่ไม่ลงโทษถ้าทำไม่ได้ 100%”Google, Intel และบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากใช้ OKR เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม เพราะมันสร้าง alignment ทั้งองค์กร


OKR กับ KPI ต่างกันอย่างไร?
OKR กับ KPI ต่างกันอย่างไร?

OKR vs KPI ต่างกันอย่างไร? เมื่อไหร่ควรใช้แบบไหน

หลายคนเข้าใจว่า OKR คือ KPI แบบใหม่ จริง ๆ แล้วไม่ใช่

KPI (Key Performance Indicator)

ใช้วัดประสิทธิภาพของงานที่ต้องทำอยู่แล้ว เช่น

  • ยอดขายรายเดือน

  • อัตราการผลิต

  • อัตราความผิดพลาด

เหมาะกับ “งานประจำที่ต้องเสถียร”

OKR

ใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • เปิดตลาดใหม่

  • ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร

  • สร้างระบบ Employee Wellbeing

เหมาะกับ “สิ่งที่อยากพัฒนา”องค์กรที่เติบโตเร็ว มักใช้ KPI เพื่อควบคุมมาตรฐาน และใช้ OKR เพื่อผลักดันการเติบโต


วิธีใช้ OKR ในองค์กรไทย
วิธีใช้ OKR ในองค์กรไทย

วิธีใช้ OKR ในองค์กรไทย

จากเป้าหมายสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้

  1. เริ่มจาก Vision ใหญ่ขององค์กร

  2. แตกเป็น OKR ระดับองค์กร (Company OKRs)

  3. Cascade ลงสู่แผนก

  4. สื่อสารแบบโปร่งใส

  5. Review รายไตรมาส ไม่รอสิ้นปี

จุดที่องค์กรไทยมักพลาดคือ

  • ตั้ง Key Results เป็นกิจกรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์

  • ผูก OKR กับโบนัส 100% ทำให้คนไม่กล้าตั้งเป้าท้าทาย

งานวิจัยด้าน Goal Setting Theory (อัปเดตงานประยุกต์ 2020–2023) ระบุว่า เป้าหมายที่ชัดและท้าทาย ช่วยเพิ่ม performance ได้จริง หากมี feedback ต่อเนื่อง

OKR จึงต้องมาคู่กับการ check-in สม่ำเสมอ


ตัวอย่างการเขียน OKR แยกตามแผนก

ฝ่ายขาย

Objective: ขยายฐานลูกค้าองค์กรระดับกลางKey

Results:

  • ปิดดีลลูกค้าใหม่ 30 รายในไตรมาส

  • เพิ่ม Conversion Rate จาก 15% → 25%

  • ลด Sales Cycle จาก 60 วัน → 40 วัน

HR

Objective: ยกระดับ Employee EngagementKey

Results:

  • เพิ่ม Engagement Score จาก 70 → 85

  • ลด Turnover ลง 15%

  • พนักงาน 80% เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาอย่างน้อย 1 โครงการ

การตลาด

Objective: สร้าง Thought Leadership ในอุตสาหกรรม Key

Results:

  • เพิ่ม Organic Reach 50%

  • ได้รับการเชิญพูดในงานอุตสาหกรรม 5 งาน

  • เพิ่มจำนวนผู้ติดตาม LinkedIn 10,000 คน


OKR ด้าน Employee Wellbeing

วัดผลได้จริง ช่วยได้จริง

หลายองค์กรอยากดูแลพนักงาน แต่ไม่รู้จะวัดอย่างไร

ตัวอย่าง OKR ด้าน Financial Wellbeing:Objective: ลดความเครียดทางการเงินของพนักงานKey Results:

  • พนักงาน 70% ทำ Financial Health Check ผ่าน WBE (Wealth Being Engine)

  • ลดสัดส่วนพนักงานที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูงลง 20% ภายใน 12 เดือน

  • เพิ่มสัดส่วนพนักงานที่มีเงินออมฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน เป็น 60%

รายงาน PwC Employee Financial Wellness Survey (2023) ชี้ว่า พนักงานที่มี financial stress สูง มีแนวโน้ม productivity ลดลงและคิดลาออกมากกว่า

การตั้ง OKR ด้าน Wellbeing จึงไม่ใช่ CSR  แต่คือการบริหารความเสี่ยงองค์กร


ที่ noburo เราช่วยองค์กรเปลี่ยนเรื่อง “ดูแลพนักงาน”ให้กลายเป็น “วัดผลได้จริง” ผ่านเครื่องมือ Wealth Being Engine และภารกิจเชิงพฤติกรรม

เพราะสิ่งที่วัดได้ จะถูกพัฒนาได้


สรุป

OKR ไม่ใช่แค่เครื่องมือวัดผล แต่คือวิธีคิด

OKR เปลี่ยนจากการถามว่า “ทำครบหรือยัง?” ไปสู่การถามว่า  “เรากำลังขยับเข้าใกล้เป้าหมายแค่ไหน?” มันไม่ใช่แค่ framework แต่มันคือ mindset ขององค์กรที่พร้อมปรับตัว และเมื่อองค์กรเริ่มตั้ง OKR ในเรื่องที่สำคัญจริง ๆ รวมถึง Employee Wellbeing องค์กรจะไม่ได้แค่โตเร็ว แต่โตอย่างยั่งยืน


FAQ

Q: OKR ต้องตั้งปีละครั้งไหม? A: ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่ตั้งรายไตรมาส เพื่อให้ปรับตัวได้เร็ว


Q: OKR ควรผูกกับโบนัสไหม?

A: ไม่ควรผูก 100% เพราะจะทำให้คนตั้งเป้าแบบปลอดภัยเกินไป


Q: บริษัทเล็กใช้ OKR ได้ไหม?

A: ได้ และมักเห็นผลเร็ว เพราะโครงสร้างไม่ซับซ้อน


Q: OKR ใช้แทน KPI ได้เลยไหม?

A: ไม่ควร ใช้ควบคู่กันจะดีที่สุด


Q: จะวัดเรื่องความสุขพนักงานด้วย OKR ได้จริงไหม?

A: ได้ หากกำหนด Key Results ที่เป็นตัวเลขชัด เช่น Engagement Score, Financial Health Metrics หรืออัตราการเข้าร่วมโปรแกรม


ความคิดเห็น


bottom of page